ข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดทำข้อมูล Skill mapping

. วัตถุประสงค์

๑. เพื่อจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูล Skill Mapping ในด้านอุปสงค์ (Demand Side) จำนวน ๓ สายงาน ได้แก่ สายงานเกษตรกร (Smart Farmers) สายงาน Smart SME (เน้นทักษะด้าน Digital Marketing) และสายงานด้านการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ (Tourism)

๒. เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูล Skill Mapping ในด้านอุปสงค์ (Demand Side) ต่อสถาบันอุดมศึกษาหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน 

๓. เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางในการเก็บข้อมูลทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นตามความต้องการของภาคผู้ใช้บัณฑิตในแต่ละสายงาน 

. ประโยชน์ที่ได้รับ

๑. ได้ข้อมูล Skill Mapping ในด้านอุปสงค์ (Demand Side) จำนวน ๓ สายงาน ได้แก่ สายงานเกษตรกร (Smart Farmers) สายงาน Smart SME (เน้นทักษะด้าน Digital Marketing) และสายงานด้านการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ (Tourism)

๒. ได้นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูล Skill Mapping ในด้านอุปสงค์ (Demand Side) ต่อสถาบันอุดมศึกษาหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน

๓. ได้ฐานข้อมูลกลางในการเก็บข้อมูลทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นตามความต้องการของภาคผู้ใช้บัณฑิตในแต่ละสายงาน

๔. ได้ระบบสารสนเทศเพื่อใช้ในการพัฒนาหลักสูตร

. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดของการวิเคราะห์ที่เป็นที่ต้องการและการจัดทำกรอบทักษะ (Skill Framework) ได้มีการดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมและผลักดันการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของบุคลากรในประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากำลังคนและเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม (Edwards, Armstrong, and Miller 2001; Oels 2003; Rodrigues, Macias, and Sostero 2021)

ในประเทศออสเตรเลีย ในช่วงต้นทศวรรษ ๑๙๐๐ รัฐบาลออสเตรเลียได้มีนโยบายพัฒนาฝีมือแรงงานโดยผลักดันให้สถาบันการศึกษาเปิดหลักสูตรอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรในประเทศ แต่ก็ประสบปัญหาจากความไม่มีมาตรฐานของหลักสูตรอบรมดังกล่าวและการที่หลักสูตรไม่ได้ช่วยพัฒนาบุคลากรได้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต (Wheelahan and Carter 2001; Industry Skills Councils 2007; Smith 2010) ในปีค.ศ. ๑๙๙๗ รัฐบาลออสเตรเลียจึงได้ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในการจัดทำมาตรฐานการอบรมที่เรียกว่า Training Packages  ซึ่งประกอบด้วย

  • เกณฑ์มาตรฐานสมรรถนะ (Competency standards)
  • กรอบคุณวุฒิ (Qualifications framework)
  • แนวปฏิบัติของการประเมิน (Assessment guidelines)

มาตรฐานการอบรมที่กำหนดใน Training Packages เป็นข้อกำหนดที่สถาบันการศึกษาในการจัดหลักสูตรอบรมและใช่ในการประเมินสมรรถนะของบุคลากร รัฐบาลออสเตรเลียได้พัฒนา Training Packages มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมี Training Packages มากกว่า ๖๘ ชุด ซึ่งประกอบด้วยหน่วยสมรรถนะ (Unit of Competency) รวมแล้วมากกว่า ๑๗,๐๐๐ หน่วย ครอบคลุมมากกว่า ๑,๓๐๐ กลุ่มทักษะ และมีหลักสูตรอบรมที่ได้รับการรับรองมากกว่า ๗๕๐ หลักสูตร

สหภาพยุโรปก็ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากรตั้งแต่ได้เริ่มก่อตั้งสหภาพ โดยในช่วงต้นทศวรรษ ๑๙๐๐ กลุ่มประเทศนสหภาพยุโรปได้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่จากการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งในเวลานั้น มีการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาแทนที่แรงงานแบบเดิม ซึ่งหากไม่มีการพัฒนาบุคลากรให้สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ๆ ได้ จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อัตราการมีงานทำ และช่องว่างของรายได้ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในกลุ่มสหภาพ เพื่อช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ปีค.ศ. ๑๙๙๔ เป็นต้นมา สหภาพยุโรปได้จัดตั้งคณะทำงานและคณะกรรมการเพื่อสร้างแผนและแนวปฏิบัติการพัฒนาทักษะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งได้สร้างกรอบมาตรฐานหลักสูตรและกรอบทักษะ (Wilson, Leahy, and Dolan 2015) ในปีค.ศ. ๒๐๐๙ กรอบมาตรฐานสมรรถนะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เรียกว่า European e-Competence Framework ได้มีการประกาศใช้ และมีการพัฒนามาโดยต่อเนื่อง และตั้งแต่ปีค.ศ. ๒๐๑๖ เป็นต้นมา สหภาพยุโรปได้ประกาศนโยบายการปฏิรูปการพัฒนาบุคลากรในสภาพแวดล้อมที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วโดยเน้นที่การพัฒนาทักษะในทุก ๆ ด้าน ไม่เพียงแต่ทักษะดิจิทัล เรียกว่า European Skills Agenda ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ๑๒ องค์ประกอบคือ

  • Action 1: A Pact for Skills
  • Action 2: Strengthening skills intelligence
  • Action 3: EU support for strategic national upskilling action
  • Action 4: Proposal for a Council Recommendation on vocational education and training (VET)
  • Action 5: Rolling out the European Universities Initiative and upskilling scientists
  • Action 6: Skills to support the twin transitions
  • Action 7: Increasing STEM graduates and fostering entrepreneurial and transversal skills
  • Action 8: Skills for life
  • Action 9: Initiative on individual learning accounts
  • Action 10: A European approach to micro-credentials
  • Action 11: New Europass platform
  • Action 12: Improving the enabling framework to unlock Member States’ and private investments in skills

รัฐบาลประเทศสิงคโปร์ได้เล็งเห็นความจำเป็นในการปฏิรูปการแนวทางการพัฒนาบุคลากรในประเทศ โดยในปีค.ศ. ๒๐๑๔ ทางรัฐบาลได้ประกาศผังแม่บทของการศึกษาต่อเนื่องและการอบรม ๒๐๒๐ (CET: Continuing Education and Training 2020 Masterplan) (J. Tan 2015; C. Tan 2016) ซึ่งเป็นนโยบายและแนวทางในการพัฒนาบุคลากรแบบบูรณาการและครบวงจร โดยมีแนวคิดหลักคือ

  • เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บัณฑิตในการพัฒนาและสร้างคุณค่าของทักษะ
  • พัฒนาการศึกษา การอบรม และการให้คำแนะนำด้านอาชีพ
  • สร้างโอกาสของการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและหลากหลาย ภายใต้ระบบนิเวศสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่องที่มีประสิทธิภาพ

ภายใต้ผังแม่บทนี้ รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้ริเริ่มโครงการ Skills Future โดยความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ใช้บัณฑิต และสถาบันการศึกษา เพื่อออกแบบกรอบทักษะสำหรับอาชีพในปัจจุบันและในอนาคตสำหรับแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเชื่อมโยงตำแหน่งงานกับหลักสูตรการศึกษาและหลักสูตรอบรม และยังเป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคลากรในประเทศอีกด้วย

. กรอบแนวคิดในการวิเคราะห์

แนวคิดหลักของการจัดทำ Skill Mapping คือการเชื่อมโยงความต้องการบุคลากรของประเทศกับหลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยมีการสร้างและใช้กรอบทักษะ (Skill Framework) เป็นแกนหลักเพื่อช่วยให้การเชื่อมโยงความต้องการบุคลากรและหลักสูตรการศึกษาที่มีความหลากหลายเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบและเป็นมาตรฐาน ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน เป็นผลให้อาชีพและงานต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก และเป็นผลให้ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องมีทักษะความรู้ที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งลักษณะของงานและทักษะความรู้ที่ต้องมีในแต่ละองค์กรอาจมีความแตกต่างกันอีกด้วย ปัจจุบันตำแหน่งงานชื่อเดียวกันในคนละองค์กรอาจมีรายละเอียดของงานที่แตกต่างกันมาก และจำเป็นต้องอาศัยทักษะความรู้ที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีตำแหน่งงานที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทักษะใหม่ ๆ จำนวนมาก ในปัจจุบันหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนประสบปัญหาในการสรรหาบุคลากรที่มีทักษะที่เหมาะสมกับงานที่เปลี่ยนไป หลายองค์กรอาจทราบถึงลักษณะของงานที่เปลี่ยนไป แต่ไม่ทราบว่าผู้ปฏิบัติงานควรต้องมีทักษะด้านใดในระดับใดจึงจะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถึงแม้องค์กรจะทราบทักษะที่บุคลากรควรต้องมี ก็อาจประสบปัญหาในการคัดเลือกคนที่มีทักษะดังกล่าวเข้ามาทำงาน เพราะว่าการพิจารณาทักษะและระดับของทักษะของผู้สมัครงาน ไม่สามารถพิจารณาจากคุณวุฒิและสาขาวิชาที่ผู้สมัครจบมาเพียงอย่างเดียวได้ ทั้งนี้เป็นเพราะทักษะความรู้ที่หลักสูตรการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งมุ่งพัฒนาอาจมีความแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าหลักสูตรเหล่านั้นจะเป็นหลักสูตรในสาขาวิชาเดียวกันหรือเป็นหลักสูตรชื่อเดียวกันก็ตาม

รูปที่ ๑. กรอบแนวคิดของการจัดทำ Skill Mapping

ในปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งได้พยายามปรับปรุงหลักสูตรให้มีความทันสมัย ตอบสนองความต้องการของตลาด และสอดคล้องกับจุดแข็งของสถาบัน เพื่อให้บัณฑิตมีทักษะความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาควรดำเนินการ แต่การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้หลักสูตรในระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันมีความแตกต่างและหลากหลาย ผู้ใช้บัณฑิตจึงไม่อาจทราบแน่ชัดว่าบัณฑิตของหลักสูตรมีทักษะใดบ้างในระดับใด และถึงแม้ว่าหลักสูตรจะมุ่งพัฒนาทักษะที่ตลาดต้องการ แต่เนื่องจากนิยามของทักษะในแต่ละระดับยังไม่ได้มีการกำหนดอย่างเป็นมาตรฐาน ความคาดหวังของผู้ใช้บัณฑิตในทักษะหนึ่ง ๆ อาจไม่ตรงกับสิ่งที่หลักสูตรได้พัฒนาให้แก่บัณฑิต

เพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวและเพื่อให้การเชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานของกำลังคนของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ คณะทำงานจะดำเนินการจัดทำกรอบทักษะ (Skill Framework) ซึ่งจะเป็นกรอบมาตรฐานของทักษะเพื่อให้หน่วยงานผู้ใช้บัณฑิตสามารถใช้อ้างอิงในการกำหนดรายละเอียดของตำแหน่งงาน และให้สถาบันการศึกษาใช้อ้างอิงในการออกแบบหลักสูตร 

. รายละเอียดแต่ละสายงาน

สายงานเกษตรกร (Smart Farmers)

Smart Farmers หรือ เกษตรกรปราดเปรื่อง โดยมีนิยามของ Smart Farmers จากกองพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร [๑] พบว่าคำนิยามของ Smart Farmers หรือ เกษตรกรปราดเปรื่อง คือ ผู้ประกอบการเกษตรที่มีการใช้เทคโนโลยี และการบริหารจัดการเพื่อการดำเนินธุรกิจเกษตรอย่างทันยุคสมัย มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ และกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการการพัฒนา Smart Farmers ตามนโยบาย ต่อ เติม แต่ง [๒]  ได้กล่าวถึง การพัฒนา Young Smart Farmers  โดยพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่แบบครบวงจร ทั้งการผลิต การแปรรูป การตลาด ตลอด Supply Chain เสริมทักษะผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตรและการตลาดสากล  และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้มีการกล่าวถึง  การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร จาก Famer สู่การเป็น Smart Farmers และ Young Smart Farmers เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่เกษตรกรรม ๔.๐ (Farming ๔.๐) [๓]    โดยเกษตรในระดับ ๔.๐ เป็น เกษตรกรที่ฉลาด (Smart Farmers) มีการใช้ Precision Agriculture มีการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนวัตกรรมมาแก้ ปัญหาในการผลิต มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น เป็นการเพาะปลูกหรือการผลิต ที่มองทั้ง Supply chain ต้นทุนในการผลิตต่ำ ใช้ตลาดนำการผลิต สามารถทำให้จำนวนผลผลิตต่อไร่ได้ตามปริมาณที่ต้องการ กล่าวได้ว่า เกษตรกรรม ๔.๐ ได้เปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรของไทยจากแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเป็นเครื่องมือในการบริหาร จัดการให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลซึ่งสามารถแบ่งเทคโนโลยีได้ตาม Supply Chain ของวงจรธุรกิจการเกษตรตั้งแต่เทคโนโลยีกลุ่มต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ แสดงตัวอย่างเทคโนโลยีของเกษตรกรรม ๔.๐ ดังรูปที่ ๒.

รูปที่ ๒.   ตัวอย่างเทคโนโลยีของเกษตรกรรม ๔.๐

เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูลอาชีพ จึงสืบค้นอาชีพกลุ่มย่อยที่ใกล้เคียงกัน คือ Farmer/Rancher, Fisheries, Agriculture,  Landscape, Floral, Animal Caretaker, Breeder, Butcher และ Smart Farmers

สายงาน Smart SME (เน้นทักษะด้าน Digital Marketing)

SME หรือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยที่ SME ย่อมาจาก Small and Medium Enterprises  ซึ่งธุรกิจ SME มีอิสระจากอิทธิพลใด ๆ ดำเนินการโดยเจ้าของเอง ซึ่งเป็นภาคเอกชน มีต้นทุนในการก่อตั้งต่ำ และ

จำนวนพนักงานไม่มาก สามารถอยู่ในรูปแบบกิจการการผลิต (Production Sector) กิจการการค้า (Trading Sector) และกิจการบริการ (Service Sector)  [๔] โดยมีเกณฑ์การแบ่งวิสาหกิจ ดังรูปที่ ๓. [๕]

จากข้อมูลของ ธนาคารกรุงเทพ หัวข้อเรื่อง Social SME Planet [๖] ได้กล่าวถึงทักษะที่สามารถนำพา SMEs ไปสู่ความสำเร็จ จะประกอบไปด้วย  

๑. ทักษะในการมอบหมายงาน 

๒. ทักษะการสื่อสาร

๓. ทักษะการเจรจาต่อรอง

๔. ทักษะการวางแผนกลยุทธ์

๕. ทักษะในการสร้างทีม

๖. ทักษะด้านการวิเคราะห์

๗. ทักษะทางดิจิทัล 

๘. ทักษะด้านการขายและการตลาด 

๙. ทักษะในการบริหารกระแสเงินสด

ในขณะที่  Jayson Demers ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท AudienceBloom [๗]  ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มยอดเข้าชมเว็บไซต์ ช่วยเหลือทางด้านการตลาดและโซเชียลมีเดีย ได้แนะนำ ๕ ทักษะที่ข่วยให้ประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจต่อไปในอนาคต คือ

๑. การสื่อสาร

๒. การสร้างแบรนด์ 

๓. การขาย

๔. ด้านกลยุทธ์

๕. การเงิน

นอกจากนี้ บทความความรู้ทางธุรกิจ กรุงไทย SME ของธนาคารกรุงไทย [๘] ได้กล่าวถึง เครื่องมือที่ช่วยให้ SME สามารถก้าวสู่เป็นธุรกิจชั้นนำ ก็คือ การตลาดดิจิตอล โดยทางธนาคารกรุงไทย ได้กล่าวว่า “Digital Marketing หรือการตลาดดิจิตอล ถือเป็นเครื่องมือใหม่ทางการตลาดที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการตลาดยุคปัจจุบัน ด้วยต้นทุนทางการทำตลาดที่ต่ำกว่าแต่ให้ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่ SME ต้องเข้าใจและสามารถใช้นำการตลาดดิจิตอลมาปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้อย่างเหมาะสม”

รูปที่ ๓.  เกณฑ์การแบ่งวิสาหกิจ

ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐ  โดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม [๙] กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SME ก็ได้วิเคราะห์และจัดทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อย โดยมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการออนไลน์ด้วย Digital Marketing เป็นการสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าในตลาดอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ ด้วยการนำหลักการ Digital Marketing มาปรับใช้ให้ตรงกับศักยภาพของผู้ประกอบการ และศักยภาพของสินค้า ให้ความรู้เกี่ยวกับ Digital Marketing และการให้คำปรึกษาในการเลือกใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสินค้า รวมถึง การวางแผนกลยุทธ์ด้วย Digital Marketing ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้นในการจัดทำ Skill Mapping ของสายงาน Smart SME ทางที่ปรึกษา จึงเห็นว่าทักษะทางด้าน Digital Marketing เป็นทักษะที่มีความสำคัญมากในสายงานดังกล่าว จึงได้จัดทำ Skill Mapping โดยมุ่งเน้นไปยัง Digital Marketing ซึ่งเป็นอาชีพที่เฉพาะ เป็นสาขาย่อยของ Marketing แต่เมื่อสืบค้นใน LinkedIn.com พบว่าในฟังก์ชั่นของ Marketing มีชื่อกลุ่มอาชีพที่ใกล้เคียงกัน จึงได้ดึงข้อมูลมาแสดงด้วย เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูลอาชีพ โดยมีกลุ่มย่อยที่ใกล้เคียงกันคือ Social media marketing, Search Engine Optimization, Online marketing, Internet Marketing 

สายงานด้านการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ (Tourism)

เมื่อสืบค้นจากฐานข้อมูล และจากความเห็นของสถาบันการศึกษา พบว่ามีอาชีพที่หลากหลาย จึงได้นำอาชีพเหล่านั้นมาแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มย่อยประกอบไปด้วยกลุ่ม Travel, Tour, Hotel, Guide, Attendant, Reservation, Museum, Cruise

เมื่อได้มีการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ สายงานด้านการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอให้จัดทำ Skill Mapping โดยยึดตามข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน หรือ ASEAN Mutual Recognition arrangement on Tourism Professionals 

โดยที่ ASEAN MRA หรือ ASEAN Mutual Recognition Arrangement คือ ข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการแสวงหาจุดยอมรับร่วมกันเรื่องคุณสมบัติของผู้ทำงานด้านบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นนักวิชาชีพ เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี เป็นต้น [๑๐]

ข้อตกลง MRA on Tourism Professionals มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 

(๑) อํานวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายบุคลากรด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิก 

(๒) แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในการจัดการเรียนการสอนและ การฝึกอบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยวโดยเน้นสมรรถนะ และส่งเสริมโอกาสความร่วมมือ และการเสริมสร้างศักยภาพระหว่างประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวได้กําหนดตําแหน่งงานด้านการท่องเที่ยว ซึ่งประกอบไปด้วยอาชีพทั้งหมด ๓๒ อาชีพ แบ่งเป็น ๖ กลุ่มย่อยดังนี้  Front Office,   Housekeeping, Food Production, Food and Beverage Service, Travel Agencies, Tour Operation [๑๑]